นอกจากสินค้าไฮเทคแล้ว แฟชั่นและสไตล์แต่งตัวของสตี๊ฟจ๊อบส์เจ้าพ่อแอปเปิ้ลที่ลาโลกไปแล้วยังคงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่กล่าวถึงอยู่เสมอ แต่ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังแฟชั่นเสื้อคอเต่าสีดำที่จ๊อบส์ใส่ประหนึ่งดังเครื่องแบบของศาสดานั้นได้แรงบันดาลใจมาจากบ.โซนี่

ไอเดียการแต่งตัวเหล่านี้จ๊อบส์ได้เคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือที่เขียนโดย  Isaacson ว่า....
จ๊อบส์ได้รับแรงบันดาลใจจากครั้งหนึ่งที่ได้ไปเยือนบริษัทโซนี่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพนักงานโซนี่สวมเครื่องแบบยูนิฟอร์มกันทุกคน จ๊อบส์ถามประธานโซนี่ว่าทำไมทุกคนที่นี่ถึงใส่ยูนิฟอร์ม ซึ่งได้คำตอบว่าหลังสงครามพนักงานไม่มีเสื้อผ้าใส่บริษัทจึงเตรียมเครื่องแบบให้ แต่ในมุมมองของจ๊อบส์รู้สึกการมีเครื่องแบบทำให้พนักงานเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับองค์กร  จ๊อบส์มีไอเดียที่จะนำการใส่ชุดยูนิฟอร์มไปใช้กับแอปเปิ้ล โดยใช้ดีไซเนอร์เดียวกันกับของโซนี่นั่นคือ "Issey Miyake" (อิซเซ่ มิยาเกะ) เป็นผู้ออกแบบให้ แต่ไอเดียเหล่านี้พนักงานแอปเปิ้ลไม่เอาด้วย ท้ายที่สุดจ๊อบได้ติดต่อกลับไปหามิยาเกะเพื่อให้เขาดีไซน์เสื้อผ้าเพื่อเป็นเครื่องแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจ๊อบส์ และได้ใส่เรื่อยมาจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต



บางคนให้ความเห็นไว้ว่า การที่โซนี่แนะนำมิยาเกะให้จ๊อบส์ประหนึ่งโซนี่ได้ขายวิญญาณส่วนหนึ่งให้แอปเปิ้ลไป จริงไม่จริงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ จ๊อบส์ให้ความสำคัญกับการ "ดีไซน์" ที่สอดคล้องไปกับ "เอกลักษณ์" ประจำตัวของแต่ละบุคคล สินค้า และองค์กร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเขาและแอปเปิ้ลประสบความสำเร็จกลายมาเป็นผลไม้อันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน




Issey Miyake เบื้องหลังเสื้อคอเต่าของสตี๊ฟจ๊อบส์

ที่มา: http://arip.co.th/news.php?id=415224


การเดิน เวลา ของ นาฬิกา ในอวกาศ

ทำไมเวลาบนโลกจึงเร็วกว่าเวลาในอวกาศถึง 10 เท่า

 ตามทฤษฏีของไอสไตน์ เมื่อความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง เวลาจะเป็นศูนย์

 

 

 

 

 

 

 

 

          สมมติ ให้ฝาแฝดสองคน คนหนึ่งเป็นนักบินอวกาศ อีกคนเป็นผู้สักเกตุการณ์บนพื้นโลก

 

          นักบินอวกาศ เดินทางด้วยความเร็วแสงตลอดเวลาไปนอกโลก ตลอดเวลาที่เดินทางเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เมื่อกลับมาที่โลก พบว่า เวลาผ่านไป 50 ถึง 100 ปีแล้วเป็นต้น จนอีกคนที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนโลก อาจแก่หรือตายไปแล้วก็ได้เมื่อเขากลับมา

ในเรื่องจริงครั้งนึงมีการพบว่า คนที่เป็นฝาแฝดและอายุเท่ากัน คนที่อยู่บนพื้นโลกดันมีหน้าตาที่แก่ไปมากกว่าเมื่อก่อน และคนที่ท่องอวกาศดันมีหน้าตาที่หนุ่มกว่าฝาแฝดของตัวเอง


จักรวาล ของมิติเรา ถูกความเร็วแสง ครอบไว้ 

ใน จักรวาลนี้ เราจึงไม่สามารถทำความเร็วเท่าแสงได้ เพราะจะชนกรอบของมิติ และถึงทำได้ แสงก็จะทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้แต่หัวใจยังหยุดเต้น (แต่ไม่ตาย) มีแต่จิตเท่านั้น ที่ทะลุความเร็วแสงได้ จนเข้าสู่มิติคู่ขนาน


เวลา ในจักรวาลแต่ละจุดไม่เท่ากัน  แต่สิ่งหนึ่งที่สมดุล ก็คือ แม้เวลาจะเดินเร็วช้าต่างกัน ปฏิกิริยาเคมี อัตราการหายใจ ขบวนการย่อยอาหารหรืออัตราเมตาโบลิซึม ก็จะเร็วช้าสัมพัทธ์กันไปด้วย เพราะแสงเป็นต้นกำเนิดของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและเมตาบอลิซึม 

  เวลาจะแปรผันไปตามความเร็วแสง คือเราบอกว่าแสงเร็วเท่ากันทุกจุดในจักรวาล ความจริงแล้วไม่ใช่ เพียงแต่เมื่อแสงเดินทางช้าลง แสงจะไปดึงเวลาให้ช้าลงด้วย ทำให้หารความเร็วออกมาได้เท่าเดิม เช่นแสงเดินทางได้ 100,000 กิโลเมตร/วินาที ณ.จุดๆหนึ่งในจักรวาล แสงจะดึงเวลาบริเวณนั้นให้เดินช้าลงสามเท่าเมื่อเทียบกับบนโลก ทำให้เมื่อคำนวณความเร็วออกมาได้เป็น 300,000กิโลเมตร/วินาที เท่าเดิม ( ก็เหมือนปกติเราเดิน 1 ก้าว/วินาที  แต่ถ้าเราสามารถยืดเวลา 1 วินาที ให้ยาวนานเป็นสามเท่า เราก็จะเดินได้ 3 ก้าว/วินาที)


  สรุปก็คือ ถ้าเวลาหมายถึง ปฏิกิริยาเคมีหรืออัตราเมตาบอลิซึม  เวลาจะเท่ากันทุกจุดในจักรวาล แต่ถ้า หมายถึงเวลาตามนาฬิกาที่เราสมมติขึ้นมา เวลาจะไม่เท่ากันครับ  

ตัว เราเองก็สามารถยืดเวลาด้วยการลดขบวนการเมตาโบลิซึมแบบเดียวกับกบจำศีล  ตามทฤษฎีแล้วสามารถทำได้  ถ้าวิทยาศาสตร์ในอนาคตพัฒนาถึงขนาดสามารถเก็บร่างกายเราไว้ที่อุณหภูมิต่ำ มากๆได้โดยไม่เสียชีวิตแค่สลบไป สมมติเริ่มสลบเมื่ออายุ 25 หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงจำศีล เวลาบนโลกผ่านไปยี่สิบปีค่อยออกมา ถึงตอนนั้นในขณะที่เพื่อนวัยเดียวกับเขามีอายุ 45 ปี แต่เนื่องจากสภาวะของการจำศีลทำให้อายุเขาหยุดอยู่ที่เพียง 25 ปีหรืออาจจะมากกว่านิดหน่อย  ปรากฏการณ์นี้ถ้าจะมองกันอีกมุมก็หมายความว่าเวลาของเขาขณะจำศีลเดินช้า กว่าเวลาของเพื่อนบนโลก ไม่ต่างอะไรกับการนั่งยานความเร็วใกล้แสงไปนอกโลกตอนอายุ 25  แล้วกลับมาบนโลกอีกครั้งแล้วพบว่าเวลาบนโลกผ่านไปยี่สิบปี ในขณะที่ตัวเองอายุ 25 เท่าเดิม


แต่ในความเป็นจริง เราแช่แข็งร่างกายไม่ได้ เพราะเซลล์เราจะแตกจากเกล็ดน้ำแข็งเสียก่อน แต่ มีการทำสมาธิแบบหนึ่งที่เรียกว่า ปี้กู่ สามารถทำให้มนุษย์จำศีลแบบหมีขั้วโลกได้ ก็สามารถยืดเวลาได้เช่นกัน ท่านปรมาจารย์ตั้กม้อ ได้นำมาใช้เป็นประจำ จนท่าน มีอายุยืนถึงร้อยกว่าปี 

มนุษย์ ที่มีพรสวรรค์ ในการยืดเวลา จะสามารถกดเมตาบอลิซึมของตัวเองได้  ขณะที่ใจเย็น จิตนิ่ง ปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายจะช้าไปด้วย ทำให้เวลาเดินไปอย่างช้าๆ  ถ้าใจร้อนรุ่ม หัวใจจะเต้นเร็ว หายใจเร็ว ความดันขึ้น เลือดลมฉีด ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  เวลาจะผ่านไปเร็ว  เวลาในที่นี้หมายถึงเวลาของจิต  

ในชีวิตประจำ วัน เราจะเห็นอยู่เสมอ คนที่จิตนิ่ง จะมีเวลามากกว่าคนที่ร้อนรน  ยกตัวอย่างเช่น มีเวลาเหลือ 5 นาทีในการถอดชนวนระเบิดเวลา  สำหรับคนที่ร้อนรน ไม่นิ่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง เมตาโบลิซึมสูง เหงื่อออก  เวลา 5 นาทีของเขาผ่านไปเร็วมากจนกู้ระเบิดไม่ทัน  แต่สำหรับคนจิตนิ่ง สุขุม เขาจะทำการกู้ระเบิด อย่างเนิบๆ สุขุมดูเหมือนกับเวลา 5 นาทีช่างยาวนานเหลือเกิน เหลือเฟือที่จะใช้ในการกู้ 
 

ในการต่อสู้  ไม่ว่า ไทเก็ก ยูโด มวยจีน เทควนโด้ ปัญจสีลัต วูซู ซามูไร หรือแม้แต่กีฬาอย่าง กอล์ฟ ฟันดาบ ยิงปืน คนที่จิตนิ่งกว่า คือผู้ชนะ เพราะเวลาของเขาละเอียดและยาวนานกว่าคู่ต่อสู้  แม้เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้จังหวะนั้นในการเอาชนะ  ดังนั้นศาสตร์การต่อสู้ของโลกตะวันออกทุกศาสตร์  จึงเน้นเสมอ ว่าให้กำหนดจิตไปที่การเคลื่อนไหว  หรือเอาใจไปไว้ที่กระบี่  

ผู้ ที่สามารถกำหนดจิตได้ จนเห็นการยืดหดของเวลา จะสามารถกำหนดเห็นการเคลื่อนๆไหวของอายตนะภายนอก เป็นแบบสโลว์โมชั่นได้ และนี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมพระวัดเส้าหลินที่ฝึกสติปัฏฐานสี่ จากท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ จึงสามารถต่อสู้กับคนที่มารุมล้อมพร้อมๆกันได้เป็นสิบคน 

ถ้าเราไม่ สามารถกำหนดจิตได้ ขนาดเห็นการยืดหดของเวลา อีกวิธีตามทฤษฎีคือ นั่งยานอวกาศด้วยความเร็วสูงเมื่อเทียบกับความเร็วแสง หรือ ความเร่งสูงมากๆ จนทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของเวลา ( ดาวดวงใหญ่ที่มีแรง g สูงกว่าโลกมากๆ เวลาก็จะเดินช้ากว่าโลก )


แต่เราไม่สามารถทดสอบการยืดหดของเวลาและ วัตถุเพื่อเข้าสู่มิติที่ 4 พิสูจน์ความจริงแท้ของจักรวาลได้ด้วยร่างกาย   ต้องพิสูจน์ด้วยจิตเท่านั้น  เพราะว่ากายหยาบของมนุษย์มีข้อจำกัดในเรื่องความเร็ว ความเร่ง  ความเร็วสูงสุดที่มนุษย์ทำได้ในในปัจจุบันเป็นเครื่องบินขององค์การนาซ่า  ซึ่งบินได้เร็วที่สุดอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลเมตรต่อวินาที  เทียบแล้วเป็นแค่ 1/100,000 ของความเร็วแสง  แทบไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงของเวลาเมื่อวัดจากระบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ เลย  

และถ้าเราคิดจะทดสอบด้วยความเร่ง ยิ่งแล้วใหญ่  กายหยาบของมนุษย์ทั่วไปทนความเร่งเกิน 5 เท่าของความเร่งจากแรงโน้มถ่วงโลกไม่ได้  เราจะสลบและเสียชีวิตทันทีในความเร่งขนาดนั้น  ดังนั้นเลิกคิดถึงการที่เข้าไปทำความเข้าใจกับมิติที่ 4 หรือความมหัศจรรย์ของเวลา ด้วยกายหยาบหรือประสาทสัมผัสของเราผ่าน ความเร็วและความเร่ง มันเป็นไปไม่ได้  ร่างกายเราถูกสร้างมาสำหรับการดำรงชีพในโลกแบบ 3 มิติ  เราถูกจำกัดด้วยความเร็วและความเร่ง ทำให้เราเห็นโลกและจักรวาลอย่างที่เป็นทุกวันนี้ 


   และแม้จะสมมติว่า มนุษย์เราสามารถขึ้นไปในอวกาศด้วยยานที่ความเร่งและความเร็วสูงระดับนั้นได้  มนุษย์ก็จะเกิดอาการ “เมาอวกาศ” จนเสียชีวิต  ลองนึกเปรียบเทียบกับการเมาเรือ ถ้าทะเลราบเรียบสนิท อาการเมาเรือจะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อทะเลมีคลื่นไม่ราบเรียบ ร่างกายปรับตัวไม่ได้ ก็จะเกิดอาการเมาเรือ  ในอวกาศก็เช่นกัน ในอวกาศก็ไม่ราบเรียบ ยิ่งกว่าทะเลหลายเท่าเพราะผิวน้ำเป็นแค่สองมิติ แต่การบิดเบี้ยวของ กาล – อวกาศ เป็นสี่มิติ  ยานที่วิ่งด้วยความเร็วสูงจะพบกับการบิดเบี้ยวนั้นอย่างชัดเจน  การบิดเบี้ยวของคลื่นน้ำทะเล แค่ทำให้ศูนย์การทรงตัวของมนุษย์เสียหายจึงเกิดอาการเมาเรือ  แต่การเมาอวกาศของมนุษย์รุนแรงกว่านั้นเป็นพันเท่า มันจะมีผลไปกับเซลล์ทุกเซลล์ ระบบอัตโนมัติของร่างกายทุกระบบ ถ้าเกิดขึ้นจริง มนุษย์จะเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ในอวกาศเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวของกาล – อวกาศมากกว่าที่เราคิด  

    การนั่งยานไปในอวกาศก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งเรือไปในความมืดสนิท ที่ระหว่างทางมีทั้งคลื่นสูง พายุทอร์นาโด มีหินโสโครก ภูเขาน้ำแข็ง มีน้ำวน มีพายุ  แต่คลื่นบิดเบี้ยวของกาล – อวกาศ เกิดจากแรงโน้มถ่วงที่ไม่เท่ากันในแต่ละจุด และในอวกาศมีสสารมืดอยู่ถึง 90 % ที่เราเห็นเป็นดวงดาวมีแสงสว่างนั่นเพียงแค่ 10 % อีก 90 % ที่เหลืออันตรายมากเพราะสสารมืดจะมีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าดวงดาวทั่วไปหลาย หมื่นหลายแสนเท่า

     หรือถ้าจะสมมติไปอีกชั้นหนึ่งว่า มนุษย์ทนกับอาการ “เมาอวกาศได้”  การเดินทางในอวกาศด้วยความเร่ง ความเร็วสูงเมื่อเทียบกับแสง  จะทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของ กาล – อวกาศ รอบๆยาน  เพราะยานที่มีความเร็วสูงมากๆ จะมีมวลเพิ่มมากขึ้นไปด้วยตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทำให้สนามโน้มถ่วงรอบๆยานเปลี่ยนไป เหมือนเรือที่วิ่งไปบนพื้นน้ำจะทำให้เกิดระลอกคลื่นไปด้วย  แต่ยานอวกาศจะทำให้เกิดระลอกคลื่นแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นสี่มิติ  แสงที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณยานจะโค้งไปโค้งมาเพราะแรงโน้มถ่วงและอัตราเร่ง ของยาน  ภาพที่เราเห็นจักรวาลจากหน้าต่างของยานจะผิดแปลกไปจากความเป็นจริง เพราะการบิดเบี้ยวของแสง  ดังนั้นแม้เราจะเดินทางได้เร็วเกือบเท่าแสง  เราก็จะไม่เห็นอะไรที่เป็นความจริงในจักรวาลเลย เพราะห้วงเวลาของกาล – อวกาศที่เบี่ยงเบนไปอย่างมหาศาล  เหมือนเรามองภาพโดยมองผ่านทะลุแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ ภาพที่เห็นและตำแหน่งจะไม่ตรงกับความเป็นจริง


     ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้ คือการพิสูจน์ทางจิต  เรื่องความเคลื่อนไหวกับความยึดหดของเวลามีอยู่จริง  ในทางพุทธศาสนา การกำหนดสติสัมปชัญญะ ขณะที่เคลื่อนไหวอย่างละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินจงกลม เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ กำหนดไปที่การเคลื่อนไหวนั้นอย่างเท่าทัน ยกหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ เหยียบหนอ ....  เมื่อจิตละเอียดถึงจุด จะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลา ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์  เรื่องเวลายืดหดได้พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาก่อนไอน์สไตน์ถึงสองพันห้าร้อยปี  แม้แต่เรื่องของ อภิญญา เหนือธรรมชาติ ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องธรรมชาติ  เพียงแต่เข้าถึงความไม่เที่ยงของเวลา การหยั่งรู้ล่วงหน้า ย้อนอดีต การร่นระยะทาง หายตัว  ทั้งหมดล้วนแล้วสามารถอธิบายได้ด้วยกฎของฟิสิกส์ถ้ามีการค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ดั่งเช่นทฤษฎีสัมพัทธภาพในอนาคต  เมื่อนั้นจะรู้ว่า ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ  และเชื่อว่าสักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำเรื่อง การหายตัว เหาะเหินเดินอากาศ ยืดหดระยะทาง ได้เป็นเรื่องธรรมดา



ไอน์สไตน์ก็อาจเชื่อใน Superstition หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ผมเชื่อว่า สิ่งที่เขาเชื่อมากกว่าคือภูมิปัญญาของมวลมนุษย์ และวิทยาศาสตร์จะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เข้าถึงสัจธรรม ไม่ใช่กลไกของศาสนาแห่งความกลัว หรือแนวคิดศาสนาแห่งศีลธรรม ที่ล้าหลัง ในท้ายที่สุด ศาสนาของโลกอาจรวมเป็นศาสนาเดียวที่มุ่งเน้นค้นหาสัจธรรมและหยุดความบ้าสงคราม เมื่อมนุษย์มองเห็นคุณค่าที่เหนือกว่าตัวเอง มองไปได้ไกลถึงคำว่ามวลมนุษย์


ศาสนาในทรรศนะของไอน์สไตน์

ศาสนาแห่งความกลัว (Religion of Fear)
ในรูปแบบที่ดึกดำบรรพ์ที่สุด มนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีความกลัวเป็นที่ตั้ง กลัวหิว กลัวสัตว์ร้าย โรคร้าย และความตาย แต่มนุษย์ในยุคเริ่มแรกมีโลกทรรศน์ที่จำกัด มนุษย์ได้สร้างรูปลักษณ์ของสิ่งที่คล้ายตัวเขาเองมาควบคุมให้เป็นเหตุผลของความกลัวเหล่านี้ ซึ่งมนุษย์หวังว่า การทำให้สิ่งนี้ พึงพอใจจะทำให้รอดปลอดภัยจากสิ่งที่พวกเรากลัว สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ศาสนาแห่งความกลัว
เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีผู้เข้ามาทำตัวเป็นตัวกลางที่สามารถติดต่อกับตัวตนเหล่านั้น คนเหล่านี้ได้กลายเป็นชนชั้นพิเศษ ที่สร้างกฏเกณฑ์ ระเบียบขึ้นมาควบคุม และสร้างหลักประกันความสุขสบายของพวกตน ศาสนาก็กลายเป็นอุปกรณ์ในการปกครอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรู้สึกที่มีรากฐานจากความเห็นอกเห็นใจในหมู่ชนในสังคมก็สร้างศาสนาขึ้นมา

ศาสนาแห่งศีลธรรม (Moral Religion)
พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองใดๆมิใช่อมตะชนและย่อมตายจาก ความต้องการที่จะมีผู้แนะนำ คุ้มครอง ให้ความรัก ได้นำมาสู่นิยามของพระเจ้าผู้ทรงเมตตาเพื่อมวลชน พระเจ้าเป็นผู้ดลบันดาล ดูแล ปกป้อง เป็นผู้ให้ และผู้ลงโทษ ซึ่งตรงนี้เป็นพระเจ้าในรูปแบบที่ปรารถนา เราเรียกว่าศาสนาแห่งศีลธรรม ซึ่งมีความเป็นอารยะ
ทั้งนี้ศาสนาใดๆ ก็จะมีลักษณะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นศาสนาแห่งความกลัวและศาสนาแห่งศีลธรรม มันไม่ใช่ว่าศาสนาจากหมู่คนเถื่อนจะไร้แง่มุมแห่งศีลธรรม หรือศาสนาที่เจริญแล้วจะไม่มีแง่มุมการใช้ความกลัว มุมมองคุณธรรมจะมีสูงกว่าในสังคมที่เจริญ และมันก็จะมีอัตลักษณ์ของมนุษย์เจืออยู่ในความเป็นพระเจ้านั้น

ศาสนาอวกาศ (Cosmic Religion)
และในระดับที่สูงกว่านั้นก็ได้เกิดมีศาสนาในรูปแบบบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องประกอบด้วยความกลัว หรือการสร้างพระเจ้าขึ้นมาตามอัตลักษณ์ของมนุษย์ มันเป็นรูปแบบของสำนึกถึงตัวตนของตัวเรา เขาจะรู้สึกถึงความไร้สาระของเป้าหมายและความปรารถนาส่วนตน เขาจะรู้สึกว่าความคิดคำนึงแบบปัจจเจกบุคคลเป็นการถูกกักขังไว้ และต้องการค้นหาสัมผัสถึงการมีอยู่ของทุกสิ่งทั้งหมดที่แท้จริง และ ณ จุดนี้เอง ที่ไอนสไตน์ได้พยายามเปรียบเทียบให้เห็นถึงการมีอยู่ของ องค์ประกอบ Cosmic Religion

Indications of this cosmic religious sense can be found even on earlier levels of development-for example, in the Psalms of David and in the Prophets. The cosmic element is much stronger in Buddhism, as, in particular, Schopenhauer's magnificent essays have shown us. (p. 48)

จากที่เขียนมาในช่วงก่อน ผมคิดว่าเราน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า สิ่งที่ไอน์สไตน์พูดถึงศาสนาอวกาศของเขา นั่นคือการให้ปรัชญาที่ขบคิดมาอย่างดีของแต่ละบุคคลที่พยายามเอื้อมไปให้ถึงองค์รวมของมวลมนุษย์ หรือเหล่าชาวโลกที่ไม่จำกัดแค่คำว่ามนุษย์ เป็นตัวนำในการขับเคลื่อนทดแทนระบบศีลธรรม

แน่นอนระบบศาสนาอย่างปัจจุบันหรือแม้แต่ในอดีตก็คงไม่อาจยอมรับความคิดแบบนี้ ไอน์สไตน์เชื่อว่าในเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่าเดียร์ถีย์ (Heretics) ในยุคโบราณก็คงมีผู้ที่สัมผัสถึงศาสนาอวกาศนี้ บางที คนเหล่านี้ก็ถูกไล่รวมไปว่าเป็นพวก Atheists แต่ในขณะเดียวกันถ้าสถานการณ์อำนวนคนเหล่านี้ก็อาจได้รับการยอมรับเป็นนักบุญ สิ่งที่เรียกว่าศาสนาอวกาศจะไม่มีแนวคิดของพระเจ้าหรือเทววิทยา ในมุมมองทั่วไป ศาสนาและวิทยาศาสตร์จะเป็นปฏิปักษ์ปรองดองกันมิได้ โดยคนที่ยอมรับความสัมพันธ์ของเหตุและผล และ ลำดับการณ์ของทุกสรรพสิ่ง จะไม่มีที่ว่างให้กับ อะไรสักอย่าง ที่เข้ามาควบคุมทุกสิ่งในโลกได้ ซึ่งศาสนาแห่งความกลัวและศาสนาแห่งศีลธรรมจะไม่สามารถครอบคนเหล่านี้ได้  คำวิจารณ์ของไอน์สไตน์ที่ฝังตัวเขาลงไปในฝั่งของ Atheist มีในประโยคข้างล่าง

Science, in consequence, has been accused of undermining morals-but wrongly. The ethical behaviour of man is better based on sympathy, education, and social relationships, and requires no support from religion. Man's plight would, indeed, be sad if he had to be kept in order through fear of punishment and hope of rewards after death. (p. 51-52)

โดยคำแปล: ในอีกด้าน วิทยาศาสตร์ มักถูกกล่าวหาเป็นสิ่งที่บั่นทอนศีลธรรม แต่ นั่นเป็นข้อกล่าวหาที่ผิด "การดำรงอยู่อย่างมีคุณธรรมโดยอิงกับสำนึกเห็นใจ การศึกษา ความสัมพันธ์ในสังคม โดยไม่มีศาสนาเข้ามาเกี่ยว เป็นสิ่งที่ดีกว่า" มนุษยสภาพคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้ามันจะต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระเบียบด้วยความกลัวการลงโทษและหวังถึงรางวัลเมื่อได้ตายลงไปแล้ว

ในความหมายตรงนี้ สิ่งที่ไอน์สไตน์ต้าน คือการห้ามคิดห้ามค้นหา ดำรงตนอยู่แค่ในระเบียบแบบแผนตามข้ออ้างความพึงพอใจของพระเจ้า (หรืออาจเป็นแค่นักบวชที่เขียนเติมลงมาเฉยๆเพื่อรักษาฐานอำนาจของตน) ไอน์สไตน์เห็นว่าความดีงาม สามารถนำงานวิจัยผ่านออกมาได้ก็ย่อมจะต้องได้รับสัมผัสถึงความเป็นศาสนาอวกาศนี้ และไอน์สไตน์เชื่อว่า ศาสนาอวกาศจะเป็นศาสนาที่อยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ได้ แม้แต่การแก้ปัญหาสงครามที่ยังยืน ก็ยังมาได้จากการให้การศึกษา ให้ความสนใจในวิทยาศาสตร์ โดยเมื่อมนุษย์มีความเข้าใจถึงองค์รวมของมวลมนุษย์ มันก็ไม่มีใครที่จะเสียเวลาทำสงครามอีกต่อไป ไอน์สไตน์เคยให้ความเห็นที่แหวกแนวเป็นปฏิปักษ์กับสงครามไว้ว่า ขอเพียงมีคนแค่ 2% ในโลกที่จะออกมาประกาศว่าจะไม่เข้าไปเป็นทหารในช่วงเวลาปรกติ เท่านี้ก็จะไม่มีสงครามใดๆในโลกเพราะไม่มีคุกใดใหญ่พอจะรับคนจำนวนขนาดนี้ ท้ายสุดเราจะสามารถปลดอาวุธออกจากโลกได้ แน่ละว่าความคิดนี้คงไม่เป็นที่ถูกใจกับเพนทากอนแน่ๆ และ สหรัฐฯก็ส่ง FBI นับขโยงตามประกบไอน์สไตน์ไปชั่วชีวิต

ศาสนาอวกาศ กับพุทธศาสนา
เมื่อมองย้อนกลับมาถึงข้ออ้างของคนพุทธที่กล่าวว่าไอน์สไตน์นับถือพุทธ มันกลับกลายเป็นว่า พุทธของไอน์สไตน์คือปรัชญา คือการให้เรียนรู้ ศึกษา คิดและเชื่อด้วยตนเอง ไม่ใช่พุทธท่องจำไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มีข้อห้ามมากมายที่บีบบังคับออกมาผ่านกระบวนการทางกฏหมายศีลธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พุทธที่ไอน์สไตน์กล่าวว่ามีมิติของศาสนาอวกาศ มนุษย์ควรเข้าถึงความดีด้วยการศึกษาพิจารณาไตร่ตรอง ด้วยการค้นคว้า ไม่ใช่การท่องจำ ไม่ใช่การเชื่อ และ ไม่ใช่เกรงกลัวการลงโทษในนรก หรือหวังความสุขสบายเบื้องหน้าในสวรรค์ สิ่งที่ศาสนาพุทธมีนั้นมีมากกว่าหิริและโอตัปปะ พุทธมี พรหมวิหารสี่ ซึ่งเหนือกว่าการใช้ความกลัวบาปและละอายต่อความชั่วโดยเรายังไม่ต้องพูดไปถึงระดับของพระนิพพาน แต่ที่น่าสังเวชคือ คนที่นับถือศาสนาพุทธปัจจุบันกลับเลือกที่จะคุมคนอื่นๆในสังคม ไว้ด้วยการบังคับแทนการให้คนได้คิด เลือก ที่จะดีด้วยตนเอง พุทธในไทยปัจจุบันจึงมีลักษณะเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม และมีมิติศาสนาแห่งความกลัวเข้ามาเป็นองค์ประกอบอย่างมาก ซึ่งห่างไกลจากมุมมองของไอน์สไตน์ต่อพุทธที่เขากล่าวถึง ซึ่งถ้ากล่าวแบบไอน์สไตน์ในภาษาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า คนไทยเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและรับผิดชอบซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องใช้ระบบการลงโทษ หรือระบบการให้รางวัล ซึ่งเหมือนกับระดับการปฏิบัติต่อสัตว์ (ปัจจุบันคนไทยยังเป็นอย่างที่ไอน์สไตน์กล่าว)


ไอน์สไตน์เป็นยิวไปถึงแก่นแท้ของยูดาห์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ไอน์สไตน์เห็นว่าตัวฮิตเลอร์เป็นแค่ปลายเหตุ สิ่งที่ทำให้ยิวล่มสลายคือการหลีกหนีจากหนทางของศาสนายูดาห์เพราะการบริโภคเกินประมาณ และลุ่มหลงในวัตถุ ความร่ำรวย มันจึงเกิดการแบ่งแยกของชนชั้น ความฝันของไอน์สไตน์ในประเทศอิสราเอลที่เป็นดินแดนของชาวยิว เขาหวังว่าชาวยิวจะมุ่งสู่หนทางของการเป็นผู้ให้ ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสังคม และช่วยเหลือชาวอาหรับในพื้นที่ข้างเคียง อาจเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความฝันกับความจริงนั้นยังห่างกันมาก เราอาจยังต้องทำงานอีกมากเพื่อให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีการเผยแพร่ ทำให้มนุษย์ทั้งหลายรู้สึกอยากที่จะรู้ถึงความเป็นจริงที่ไม่ใช่การยัดเยียดให้เชื่อโดยศาสนาแห่งความกลัวหรือศาสนาแห่งศีลธรรม เมื่อนั้นมนุษยชาติก็อาจเข้าถึงความเป็น Cosmic Religion ที่ไอน์สไตน์ใฝ่ฝัน